Skip navigation

     เวลาอ่าหนังสือภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ เรื่องสั้น นิยายต่างๆ จะพบว่าประโยคอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่บางประโยคก็ยาวจนเข้าใจยาก และบางประโยคเหมือนจะเข้าใจความหมายแต่ก็ไม่สามารถแยกว่า ส่วนไหนเป็นประธาน กริยา และกรรมได้ เนื่องจากความซับซ้อนของประโยคที่ทุกๆ ภาษามีเหมือนกัน ในภาษาไทยจะประกอบไปด้วยประโยคหลายประเภท เช่นเดียวกันกับภาษาอังกฤษ แต่ถ้าลองศึกษาแล้วจะพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด

  

Pretest

1.ประโยคที่มารวมกัน โดยไม่ใช้คำเชื่อมพวก and, but, so หรือ or

 

A.  ?            Complex sentence

B.  ?            Compound sentence

C.  ?            phrase

D.  ?            Simple sentence

2.ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อมพวก and, but, so หรือ or

 

A.  ?            Simple sentence

B.  ?            Complex sentence

C.  ?            clauses

D.  ?            Compound sentence

3.After doing what I could, I calmly awaited the result.

What is “doing what I could” ?

 

A.  ?            sentence

B.  ?            phrase

C.  ?            Gerund

D.  ?            clause

4.Compound sentence คือ อะไร

 

A.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อม relative pronoun

B.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยไม่มีคำเชื่อม

C.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อม when, while

D.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้เครื่องหมาย semicolon (;)

5.I would not marry you although you were the last man on earth.

What kind of these ?

 

A.  ?            compound sentence

B.  ?            simple sentence

C.  ?            clause

D.  ?            complex sentence

6.He goes to work when her sister is still sleeping.

What is “when her sister is still sleeping” ?

 

A.  ?            phrase

B.  ?            word

C.  ?            sentence

D.  ?            clause

7.Swimming in the lake is fun

What is “Swimming in the lake” ?

 

A.  ?            Complex sentence

B.  ?            Compound sentence

C.  ?            Simple sentence

D.  ?            phrase

8.Where is the new movie being shown ?

 

A.  ?            clause

B.  ?            phrase

C.  ?            word

D.  ?            sentence

9.Simple sentence คือ อะไร

 

A.  ?            ประโยค 2 ประโยคมารวมกัน

B.  ?            ประโยคเพียงประโยคเดียว

C.  ?            ประโยคที่ซับซ้อน

D.  ?            ประโยคแบบง่ายๆ

10.Notwithstanding the bad weather, they arrived on time.

What is “Notwithstanding the bad weather” ?

 

A.  ?            clause

B.  ?            phrase

C.  ?            participle

D.  ?            sentence

 

ประเภทของประโยค

            แบ่งออกเป็นกลุ่มเพื่อง่ายต่อกรวิเคราะห์ประโยค โดยหลักๆ แล้วในภาษาอังกฤษมี อยู่ 3 ประเภท

                    ♦ Simple Sentence (ประโยคความเดียว)

                    ♦ Compound Sentence (ประโยคความรวม)

                    ♦ Complex Sentence (ประโยคความซ้อน)

                    ♦ Compound-Complex Sentence (ประโยคความผสม)

 

1. Simple Sentence(ประโยคความเดียว)

        Simple sentence คือกลุ่มคำที่รวมกันเป็นประโยคที่เรียกว่า Indipendent Clause หมายถึง ประโยคที่มีกริยาเพียงตัวเดียว และเมื่อแปลแล้วจะได้ใจความสมบูรณ์ เช่น

            ¤ Monica plays tennis. ( โมนิก้าเล่นเทนนิส )

               ประโยคนี้มีประธาน 1 ตัว กริยา 1 ตัว และกรรม 1 ตัว เหมือนที่พบทั่วๆไป ซึ่งสังเกตได้ว่า เมื่อแปลแล้วมีใจความสมบูรณ์ ไม่รุ้สึกว่าขาดอะไรไป

            ¤The tourists and their gide are having luch at the Japanese restaurat. ( นักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ของพวกเขากำลังทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารญี่น )

               ประโยคนี้ยาวกว่าประโยคแรกและเป็น Simple Sentence ซึ่งสังเกตได้จากกริยาว่ามีเพียงตัวเดียวคือ  ส่วนประธานเป็นพหูพจน์คือ มีทั้งนักท่องเที่ยวและมัคคุเทศน์ ส่วนกลุ่มคำที่เหลือเป็นกรรมกับส่วนขยายที่ทำให้ประโยคมีรายละเอียดมากเท่านั้น

              โครงสร้าประโยคมีดังนี้

tence

                ตัวอย่างประโยค

                                The students are happy. นักเรียนเหล่านั้นมีความสุข (ประธาน + กริยา + ส่วนเติมเต็ม)
                                 Sujin bought the clothes. สุจินซื้อเสื้อหลายตัว (ประธาน + กริยา + กรรม)
                                 She is reading. หล่อนกำลังอ่านหนังสือ (ภาคประธาน + ภาคแสดง)
                                 Linda opens the store. ลินดาเปิดห้องเก็บของ (ภาคประธาน + กริยา + กรรมตรง)
                                 I like his idea. ฉันชอบความคิดของเขา (ภาคประธาน + กริยา + กรรมตรง)
                                 The company is big and famous. บริษัทใหญ่และมีชื่อเสียง (ภาคประธาน + กริยา + ส่วนเติมเต็มขยายประธาน)

       สรุปได้ว่า ประโยคความเดียวจะต้องประกอบด้วย 1 ประธาน 1 กริยา นั่นเอง ในส่วนของกรรม ส่วนเติมเต็ม และส่วนขยายอื่นๆนั้นผู้เขียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละโอกาส

นอกจากนั้นแล้ว   Simple  Sentence  (ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค)  ยังสามารถแบ่งเป็น

ประโยคย่อยๆ ได้อีก 6 รูปแบบ ดังนี้คือ

  1. ประโยคบอกเล่า  ( Affirmative  Sentence)

  2. ประโยคปฏิเสธ ( Negative  Sentence )

  3. ประโยคคำถาม ( Interrogative  Sentence )

  4. ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative  Question  Sentence)

  5. ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence)

  6. ประโยคอุทาน (Exclamation  Sentence)

 

อธิบายเป็นลำดับไปดังนี้

1.ประโยคบอกเล่า  ( Affirmative  Sentence)  ได้แก่  ประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าตามธรรมดา 

ไม่อยู่ในรูปคำถาม  ปฏิเสธ  อุทาน  หรือ ขอร้องและบังคับ 

  ตัวอย่างเช่น

            – I  am  studying  at  a  university  in  Nakornratchasima  province.

            ผมกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา

            – Wat  Isaan  is  located  in  Nakornratchasima  city.

วัดอิสานตั้งอยู่ในตัวเมืองนครราชสีมา

ฯลฯ

2.ประโยคปฏิเสธ ( Negative  Sentence ) ได้แก่  ประโยคที่มีเนื้อความปฏิเสธ

 ตัวอย่างเช่น

- The  Pali  language  is  not  difficult  for  monks.

ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่ยากสำหรับพระ

- Thailand  is  not  the  largest  country  in  the  world.

ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ฯลฯ

3.ประโยคคำถาม ( Interrogative  Sentence ) ได้แก่  ประโยคที่มีเนื้อความเป็นคำถาม  เพื่อ

ต้องการทราบคำตอบ  

ตัวอย่างเช่น

            – Are  you  a  monk ?

            ท่านเป็นพระหรือ ?

            – What  is  Buddhism?

            พระพุทธศาสนาคืออะไร?

ฯลฯ

4.ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative  Question  Sentence) ได้แก่ประโยคที่มีเนื้อความเชิง

ปฏิเสธ    ตัวอย่างเช่น

            – Does  not  she  believe  in  you?

            หล่อนไม่เชื่อคุณหรือ?

            –  Why  do  not  you  do  that  again?

            ทำไมคุณถึงไม่ทำมันอีกครั้ง?

ฯลฯ

5.ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence)  ได้แก่  ประโยคที่มีเนื้อความขอร้องหรือ

บังคับให้กระทำ 

ตัวอย่างเช่น

5.1    ประโยคที่มีเนื้อความขอร้อง  เช่น

- I  beg  your  pardon.

ผมขอโทษ

- You  should  follow  my  words.

ท่านควรทำตามคำพูดของผม

5.2    ประโยคที่มีเนื้อความบังคับ  เช่น

- Do  as  my  suggestion.

จงทำตามคำแนะนำของผม

- Open  the  door  now.

            จงเปิดประตูเดี๋ยวนี้

6.ประโยคอุทาน (Exclamation  Sentence) ได้แก่  ประโยคที่มีเนื้อความเปล่ง

อุทานขึ้น  มีทั้ง  ตกใจ  ปะหลาดใจ   เศร้าใจ  ดีใจ  เป็นต้น

   ตัวอย่างเช่น

            How  nice  she  is !

            หล่อนช่างดูดีจริงๆ !

            What  the  hottest  month  it  is!

            มันช่างเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอะไรเช่นนี้ !

 

                      

2. Compound Sentence (ประโยคความรวม)

       Compound Sentence คือประโยคจากการรวมประโยคเดี่ยวโดยใช้คำเชื่อม ( Coordinator ) ซึ่งประโยคย่อยแต่ละประโยคที่รวมกันนั้น มีศักดิ์ทางไวยกรณ์เท่าเทียมกัน เป็นอิสระจากกัน

 

      Compound   Sentence  แปลว่า  ประโยคความรวมหรืออเนกัตถประโยค  หมายถึง  ประโยคที่มีข้อความ  2  ข้อความมารวมกัน  พูดง่าย ๆ คือ  ประโยคความเดียว 2 ประโยคมารวมกัน แล้วเชื่อมด้วย  co-ordinate  conjunction (ตัวเชื่อมประสาน)  ได้แก่ and, or, but, so, still, yet, etc.  และ  conjunctive  adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม) ได้แก่  however, meanwhile, therefore, otherwise, thus, etc.

                       

                       ลักษณะโครงสร้างของประโยค

  tence2

 

 

 

       

 

 

 

Coordinator ได้แก่
   (1) punctuation
   (2) conjunctive adverb
   (3) coordinate conjunction

1. การเชื่อมประโยคด้วยเครื่องหมายวรรคตอน ( punctuation )
   ประโยคที่เชื่อมด้วย punctuation เป็น Compound Sentence เสมอ เครื่องหมายที่ใช้ได้แก่

   semicolon ( ; )
   colon ( : )
   dash ( – )
   comma ( , )

 การใช้ semicolon ( ; ) เชื่อมประโยค

การใช้ semicolon ก็เช่นเดียวกันกับการขึ้นต้นประโยคใหม่ เพียงแต่ผู้เขียนยังไม่ต้องการขึ้นต้นประโยคใหม่ เพราะใจความยังต่อเนื่องคาบเกี่ยวกันอยู่ และอาจใช้ period ( . ) แทน semicolon เพื่อขึ้นประโยคใหม่เลยก็ได้ เช่น

  John was sick; hedidn’t go to school.
  = John was sick. He didn’t go to school.

 การใช้ colon (:) และ dash ( – ) เชื่อมประโยค

ใช้ colon และ dash เมื่อประโยคหลังมีผลโดยตรงมาจากประโยคข้างหน้า เช่นในประโยคตัวอย่างข้างบน ถ้า John ไม่ได้ไปโรงเรียนมีผลมาจากการที่เข้าไม่สบาย ก็อาจใช้ colon หรือ dash แทนได้ เช่น

  John was sick: he didn’t go to school.
  =John was sick – he didn’t go to school.
  =John was sick; he didn’t go to school.
  =John was sick. He didn’t go to school.

 การใช้ comma ( , ) เชื่อมประโยค

   อาจใช้ comma เชื่อมประโยคได้ ในกรณีที่เป็นประโยคซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง หรือคาบเกี่ยวกัน แทนที่จะขึ้นต้นด้วยประโยคใหม่ซึ่งจะทำให้ขาดความต่อเนื่อง เช่น

   I looked round. Tom was reading, Linda was writing, John was sleeping.
ประโยคนี้ถ้าใช้ period แทน comma ก็จะได้ความหมายเดียวกัน เพียงแต่ขาดความรู้สึกต่อเนื่องเท่านั้น

  

3.Complex Sentence (ประโยคความซ้อน) 

      Complex Sentence (ประโยคความซ้อน)คือ ประโยคความซ้อนหรือประโยคที่เกิดจากประโยค 2 ประโยค แต่ 2 ประโยค มีความสำคัญไม่เท่ากัน

                      อนุประโยคหลักเรียก Main Clause หรือ  Principal Clause

                      อนุประโยครองเรียก Subordinate Clause ยกตัวอย่างเช่น

                      John is talking with the man who ants to meet your father.

                      John is talking with the man เป็นประโยคหลัก

                      Who wants to meet your father เป็นประโยครอง

      

        การรวมประโยคให้เป็น Complex Sentence คือ ประโยค Simple Sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อมที่ไม่ใช่กลุ่มคำของ and, but, or, so เช่น when, while, until, as soon as, …

                       1. Main clause (Indepent clause) คือ ประโยคที่อยู่ลำพัง โดยมีความหมายครบถ้วนในตัวเองได้

                      2. Subordinate clause (Dependent clause) คือ ปรพโยคที่อยู่ลำพังแล้วความหมายจะไม่ครบถ้วน ปกติแล้ว Subordinate clause มักเป็นประโยคที่อยู่หลัง/กับคำเชื่อมต่างๆ  ทำหน้าที่เหมือน adverb, adjective, noun ซึ่งเรียกว่าประโยค adverb clasue, adjective clause หรือ noun clause   

 

                      เช่น => He is very lazy.   This is certain.

                                       เขาขี้เกียจมาก              นี้เป็นสิ่งที่แน่นอน

                     รวมแล้ว: It is certain that he is very lazy.

                                        เป็นสิ่งที่แน่นอนที่ว่าเขาเป็นคนเกียจคร้านมาก

      

                            =>This is the postman.   

                                        นี้คือบุรุษไปรษณีย์                               

                                  The postman brings us letter every day.

                                         บุรุษไปรษณีย์นำจดหมายมาส่งให้เราทุกวัน

                       รวมแล้ว: This is the postman, who brings us letter every day.

                                           นี้คือบุรุษไปรษณีย์ผู้ซึ้งนำจดหมายมาให้เราทุกวัน

 

4. Compound – complex sentence

           ใน Compound Complex Sentence จะต้องมี Main Clause มากกว่า 1 และจะต้องมี Subordinate Clause ตั้งแต่ 1 Clause ขึ้นไป คือประโยคที่มีตั้งแต่สอง independent clauses ขึ้นไป และมี dependent clauses ตั้งแต่หนึ่ง clause ขึ้นไป กล่าวง่าย ๆ คือมีทั้งประโยค compound และ complex ปนกันอยู่

   – Venerable  Kitti  can  not  remember  whose  book  it  is, so  he  asks  his  friend.
       ท่านกิตติไม่สามารถจำว่าหนังสือนี้เป็นของใครได้ ดังนั้นเขาจึงถามเพื่อนของเขา
  – Venerable  Manop  does  not  understand  what  teacher  explains, yet  he  writes  it  down  in  his  note  book.
       ท่านมานพไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูกำลังอธิบาย ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ได้จดมันไว้ในสมุดจดบันทึกของเขา

  

Prost test

1.ประโยคที่มารวมกัน โดยไม่ใช้คำเชื่อมพวก and, but, so หรือ or

 

A.  ?            Complex sentence

B.  ?            Compound sentence

C.  ?            phrase

D.  ?            Simple sentence

2.ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อมพวก and, but, so หรือ or

 

A.  ?            Simple sentence

B.  ?            Complex sentence

C.  ?            clauses

D.  ?            Compound sentence

3.After doing what I could, I calmly awaited the result.

What is “doing what I could” ?

 

A.  ?            sentence

B.  ?            phrase

C.  ?            Gerund

D.  ?            clause

4.Compound sentence คือ อะไร

 

A.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อม relative pronoun

B.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยไม่มีคำเชื่อม

C.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้คำเชื่อม when, while

D.  ?            ประโยค Simple sentence มารวมกัน โดยใช้เครื่องหมาย semicolon (;)

5.I would not marry you although you were the last man on earth.

What kind of these ?

 

A.  ?            compound sentence

B.  ?            simple sentence

C.  ?            clause

D.  ?            complex sentence

6.He goes to work when her sister is still sleeping.

What is “when her sister is still sleeping” ?

 

A.  ?            phrase

B.  ?            word

C.  ?            sentence

D.  ?            clause

7.Swimming in the lake is fun

What is “Swimming in the lake” ?

 

A.  ?            Complex sentence

B.  ?            Compound sentence

C.  ?            Simple sentence

D.  ?            phrase

8.Where is the new movie being shown ?

 

A.  ?            clause

B.  ?            phrase

C.  ?            word

D.  ?            sentence

9.Simple sentence คือ อะไร

 

A.  ?            ประโยค 2 ประโยคมารวมกัน

B.  ?            ประโยคเพียงประโยคเดียว

C.  ?            ประโยคที่ซับซ้อน

D.  ?            ประโยคแบบง่ายๆ

10.Notwithstanding the bad weather, they arrived on time.

What is “Notwithstanding the bad weather” ?

 

A.  ?            clause

B.  ?            phrase

C.  ?            participle

D.  ?            sentence

 

Identify each of the following sentences as simple, compound, complex or compound-complex.

 

  • Mary is clever and diligent.

  • The little girl wants to go home now.

  • Please tell me which car is yours.

  • Though John is poor, he is happy.

  • The old lady who visited us last week is my grandmother.

  • My sister works, but I play.

  • You can go to the library now or next week.

  • The man, who bought your house, is my manager.

  • Tom had lost his fountain pen which his father gave it to him yesterday, so he couldn’t face with him again.

  • I can’t remember what my boss said, but I will ask him.

  • Edward handled the gardening, and Anne took care of the cooking.

  • I have black hair, but my sister has brown hair.

  • After I had gone to bed, my husband watched television for a while.

  • The house where Shakespeare was born burned down last year, but many tourists still visit that town.

  • Last year Bill went to New York for an international conference on global warming, but he didn’t have time to visit his cousins in Boston.

  •  

     

      

    Reference

    http://www.tz-nu.com/index.php?mo=5&qid=224363

    http://uman.spaces.live.com/blog/cns!463CE8902B40E19B!396.entry

    http://lmsonline.nrru.ac.th/board/index.php?topic=253.0

    e-book.ram.edu/e-book/t/TE500(51)/TE500-9.pdf -

    http://blog.eduzones.com/yimyim/3354

    http://pioneer.chula.ac.th/~rantikar/Grammar.html

    http://www.skn.ac.th/skl/skn422/gramma/t1.htm

    http://www.kw.ac.th/pitak/k3_online/compound1.html

    http://elearning.spu.ac.th/allcontent/eng412/eng412/Lesson%201.htm

    http://school.obec.go.th/thongnian/st_page/compound_s.htm

    อิสรีย์ แจ่มขำ และ ดุจเดือนกลั่นคูวัน. ไวยากรณ์อังกฤษฉบับสมบูรณ์2. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เอ็มไอเอส, 2551.

     

    About these ads

    Leave a Reply

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

    Connecting to %s

    Follow

    Get every new post delivered to your Inbox.

    %d bloggers like this: